วันอาทิตย์ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ฟักข้าว หรือ ขี้พร้าไฟ


ฟักข้าว เป็นไม้เลื้อยตามต้นไม้หรือตามรั้วบ้าน โดยมีชื่อเรียกกันต่างไป เช่น ขี้กาเครือ (ปัตตานี) ผักข้าว (ตาก ภาคเหนือ) มะข้าว (แพร่) แก็ก (Gac เวียดนาม) Baby Jackfruit Spiny Bitter Gourd, Sweet Gourd, และ Cochinchin Gourd

ถิ่นกำเนิด
ฟักข้าว Momordica cochinnensis (Lour.) Spreng.
อยู่ในวงศ์แตงกวาและมะระคือวงศ์ Cucurbitaceae
ชื่อเรียกอื่นคือ ขี้กาเครือ (ปัตตานี) ผักข้าว (ตาก ภาคเหนือ) มะข้าว (แพร่) แก็ก (Gac เวียดนาม) Baby Jackfruit Spiny Bitter Gourd, Sweet Gourd, และ Cochinchin Gourd
ฟักขาว เป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิด ตั้งแต่ประเทศจีนตอนใต้ พม่า ไทย ลาว เขมร เวียตนาม มาเลเซีย บังกลาเทศ และ ฟิลิปปินส์เป็นพืชที่ชาวเวียดนามใช้ประกอบอาหารมาก ในชนบทมีปลูกกันเกือบทุกบ้าน

ลักษณะพีช
ลำต้น

ฟักข้าวเป็นไม้ประเภทล้มลุก โดยเป็นเถาเลื้อย มีมือเกาะ แบบเดียวกับตำลึง ใบเป็นใบเดี่ยว รูปหัวใจ หรือรูปไข่ รูปร่างคล้ายใบโพธิ์ ความกว้างยาวเท่ากันประมาณ 6-15 เซนติเมตร ขอบใบหยักเว้าลึกเป็นแฉก 3-5 แฉก

ดอก

ดอกลักษณะดอกจะออกบริเวณข้อต่อระหว่างใบ หรือ ซอกใบ โดยออกข้อละดอก ลักษณะ คล้ายดอกตำลึง ลักษณะกลีบดอก ขาวอมเหลือง หรือขาวแกมเหลือง ก้านเกสรและกลีบละอองมีสีม่วงแกมดำ หรือน้ำตาลแกมม่วง ใบเลี้ยงประดับมีขน โดยดอกจะเป็นดอกแบบ เพศไม่สมบูรณ์ แยกแป็นดอกดอกเพศผู้และดอกเพศเมีย และจะอยู่ต่างต้นกัน ดอกเพศผู้จะมีสีเหลือง มีกลีบดอก 5 กลีบ ส่วนดอกเพศเมียจะมีขนาดเล็กกว่า

ผล

ผลของฟักข้าวมี 2 ชนิด ผลยาวมีขนาดยาว 6-10 เซนติเมตร ส่วนผลกลมยาว 4-6 เซนติเมตร เปลือกผลอ่อนสีเขียวมีหนามถี่ เปลี่ยนเป็นสีส้มแก่หรือแดงเมื่อผลสุก แต่ละผลหนักตั้งแต่ 0.5-2 กิโลกรัม ที่ประเทศเวียดนามมักปลูกฟักข้าวพาดพ้นไม้ระแนงข้างบ้าน และเก็บเฉพาะผลสุกมาประกอบอาหารแต่เนื่องจากฟักข้าวให้ผลดีที่สุดในช่วงฤดู หนาว ชาวเวียดนามจึงใช้ประกอบอาหารในเทศกาลปีใหม่และงานมงคลสมรสเท่านั้น
ฟักข้าว 1 ผลจะได้เยื่อสีแดงราว 200 กรัม
ผลของฟักข้าวจะมีรูปร่างกลมรี มีหนามเล็ก ๆ อยู่รอบผล ผลอ่อนมีสีเขียวอมเหลือง เจริญได้เองโดยไม่ต้องถูกผสม เมื่อผลสุกจะมีสีแดง หรือแดงอมส้ม ภายในมีเมล็ดจำนวนมากเรียงตัวกันคล้ายเมล็ดแตง

ผลฟักข้าวมีเปลือกหนา ผลสุกเนื้อในหนามีสีส้มภายในมีเยื่อสีแดงให้เมล็ดเกาะ เนื้อผลสุกกินได้ ที่ประเทศเวียดนามใช้เยื่อสีแดงและเมล็ด (มีน้ำมัน) เป็นยา

การขยายพันธ์สามารถขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ดหรือแยกรากปลูก ในพื้นที่ชุ่มน้ำ เนืองจากเป็นไม้เถาที่ค่อนข้างต้องการน้ำมาก ฟักข้าวจะเริ่มมีดอกหลังจากปลูกไปได้แล้วประมาณ 2-3เดือน ดอกจะเริ่มออกในราวเดือนพฤษภาคมและให้ดอกจนถึงราวเดือนสิงหาคม ผลสุกใช้เวลาโดยประมาณ 20 วัน เก็บเกี่ยวผลได้ในช่วงเดือน กรกฎาคมถึงเดือนกุมภาพันธ์ และใน 1 ฤดูกาลจะเก็บเกี่ยวสามารถได้ผลมากถึง 30-60 ผล


คุณค่าทางโภชนาการ
ในประเทศไทยคนสมัยก่อนนำผลฟักข้าวอ่อนสีเขียวเป็นอาหาร เนื่องจากรสชาติเนื้อฟักข้าว เหมือนมะละกอ วิธีการนำมารับประทานโดยการนำมาลวกหรือต้มให้สุก จิ้มกินกับน้ำพริก หรือใส่แกง ส่วนยอดอ่อน ใบอ่อนนำมาเป็นผักได้ โดยการนึ่งหรือลวกให้สุก เช่นเดียวกับผลอ่อนนำไปปรุงเป็นแกง เช่น แกงแค หรือจิ้มน้ำพริกได้เช่นเดียวกัน

ฤทธิ์ในการบำบัดรักษาโรค
-ประเทศจีน
ใช้เมล็ดแก่ของฟักข้าวเป็นยามานานกว่า 1,200 ปี ใช้บำบัดอาการอักเสบบวม กลากเกลื้อน ฝี อาการฟกช้ำ ริดสีดวง แก้ท้องเสีย อาการผื่นคันและโรคผิวหนังติดเชื้อต่าง ๆ ทั้งในมนุษย์และสัตว์ต่าง ๆ

การกินฟักข้าวเป็นยานั้น ใช้เมล็ดแก่บดแห้ง

ส่วนการใช้ภายนอก ให้นำเมล็ดฟักข้าวบดแห้ง ผสมน้ำมันหรือน้ำส้มสายชูเล็กน้อยทาบริเวณที่มีอาการ และใช้เยื่อเมล็ดแทนสีผสมอาหาร

งานวิจัยในประเทศจีนพบว่าโปรตีนจากเมล็ดมีความสามารถต้านอนุมูลอิสระและเพิ่ม ประสิทธิภาพการทำงานของเซลล์ตับในหลอดทดลอง เชื่อว่าเป็นส่วนหนึ่งของฤทธิ์ทางชีวภาพของเมล็ดฟักข้าว ถือว่าลดความเสียหายจากอนุมูลอิสระจึงมีฤทธิ์ป้องกันมะเร็ง

นอกจากนี้ เมล็ดฟักข้าวเป็นส่วนผสมของยาแก้ปวดกล้ามเนื้อและคลายกล้ามเนื้อในเครื่องยาจีนหลายตำรับ

-ประเทศเวียดนาม
การวิจัยทางคลินิกที่มหาวิทยาลับฮานอย พบว่าน้ำมันจากเยื่อเมล็ดฟักข้าวมีประสิทธิภาพในการรักษามะเร็งตับ

-ประเทศไทย
มีงานวิจัยของมหาวิทยาลับมหิดลเกี่ยวกับสรรพคุณของเมล็ดฟักข้าว พบโปรตีนที่มีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญของเชื้อเอชไอวี – เอดส์ และยับยั้งเซลล์มะเร็งจดสิทธิบัตรในประเทศไทยแล้ว

งานวิจัยอื่นของไทยและตางประเทศพบว่า เมล็ดแก่ของฟักข้าวมีโปรตีน มอร์มอโคลซิน – เอส และโคลซินิน – บี มีฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของไรโบโซมซึ่งเป็นแหล่งผลิตกรดอะมิโน และต้านการเจริญของเซลล์มะเร็งหลายชนิดในหลอดทดลอง ซึ่งอาจนำไปใชพัฒนาเภสัชภัณฑ์ได้ในวันข้างหน้า

-ประเทศฟิลิปปินส์และประเทศไทย
ใช้รากฟักข้าวสระผมเพื่อกำจัดเหา ใช้รากบดหมักผมกระตุ้นให้ผมดก
ประเพณีล้านนาของไทยใช้ฟักข้าวในการดำหัว (คือการสระผม) สตรีล้านนา ดำหัวสัปดาห์ละครั้ง “ยาสระผม” ผลประคำดีควายหมกไฟพอให้สุกรากของต้นฟักข้าว รากแหย่งบดหยาบทั้งหมดผสมกับน้ำอุ่นหมักผมไว้สักระยะหนึ่งแล้วจึงล้างออก จะทำให้แก้คันศีรษะ แก้รังแค แก้ผมร่วงและช่วยให้ผมดกดำ

-ประเทศญี่ปุ่น
ทำการวิจัยพบว่า โปรตีนจากสารสกัดน้ำของผลฟักข้าวยับยั้งการเจริญของก้อนมะเร็งลำไส้ใหญ่ในหนูทดลอง โดยลดการแผ่ขยายของหลอดเลือดรอบก้อนมะเร็งและชะลอการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็งดังกล่าว ในห้องทดลองน้ำสกัดผลฟักข้าวยับยั้งการเจริญของเซลล์มะเร็งตับและมะเร็งลำไส้ใหญ่โดยการทำให้เซลล์แตกตาย

ผลอ่อนฟักข้าวกินได้ ผลแก่ก็อุดมคุณค่า ลองหาพันธุ์มาปลูกไม้เลื้อยเล่นหน้าบ้านจะได้กินเมื่อในปรารถนา เป็นการสร้างสุขภาพป้องกันโรคร้ายได้อย่างดี



วันอังคารที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

พะยูน (Dugong)

พะยูน (Dugong) เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมและหายใจด้วยปอดที่อาศัยอยู่ในทะเลจากหลักฐานต่างๆ เช่น การพบซากโบราณ(Fossil)และจากโครงร่างบางส่วนเช่น กระดูกครีบหน้าหรือขาคู่หน้าของพะยูนมีลักษณะคล้ายกระดูกนิ้วในสัตว์บก และส่วนที่หลงเหลือของกระดูกเชิงกรานจึงเชื่อว่าพะยูนมีวิวัฒนาการมาจากสัตว์กินพืช ที่อาศัยอยู่บนบก พะยูนถูกค้นพบครั้งแรกในปี ค.ศ.1776โดยได้ตัวอย่างต้นแบบจากที่จับได้จากน่านน้ำแหลมกู้ดโฮบ ถึงฟิลลิปปินส์ เนื่องจากมีรูปร่างคล้ายโลมาและปลาวาฬ

เดิมพะยูนจึงถูกจัดรวมอยู่ในอันดับ (Order) เดียวกันคือ Cetacea แต่จากการศึกษาลักษณะโครงสร้างโดยละเอียดพบว่า มีความแตกต่างกันมาก กล่าวคือ มีขนาดเล็กกว่า หัวกลม รู จมูกแยกจากกัน ปากเล็ก มีฟันหน้าและฟันกรามพัฒนาดี ไม่เป็นฟันยอดแหลมธรรมดาเหมือนๆกันอย่างวาฬ และมีเส้นขนที่ริมฝีปากตลอดชีวิต (สวัสดิ์ วงศ์ถิรวัฒน์, 2539

พะยูนมีบรรพบุรุษเดียวกับช้าง?
ในปี ค.ศ. 1816 De Blainville ได้เป็นบุคคลแรกที่ทำการแยกความแตกต่างระหว่างพะยูนกับโลมาและปลาวาฬ ออกจากกันและจัดพะยูนเข้าไว้ในกลุ่มสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มีกีบ (ungulates) ในอันดับ Sirenia โดยนับว่าพะยูนมีบรรพบุรุษร่วมกันกับช้างมาก่อน รวมถึงการศึกษาซากโบราณของพะยูนชื่อ Eotheroides ในประเทศอียิปต์

พบว่ามีลักษณะบางอย่างเหมือนและใกล้เคียงกันกับ Moeritherium ซึ่งเป็นต้นตระกูลของช้างยุคอีโอซีนตอนต้น (Upper Eocene)หรือเมื่อประมาณ 40 ล้านปีมาแล้ว Eotheroides เป็นสัตว์มี 4 ขา มีฟันครบและอาศัยอยู่ในน้ำ ต่อมามีวิวัฒนาการเพื่อให้อาศัยอยู่ในน้ำได้ดีขึ้น โดยที่ขาหลังจะลดขนาดลงและหายไปในที่สุด ส่วนขาหน้าจะเปลี่ยนแปลงไปมีลักษณะคล้ายใบพายเพื่อให้เหมาะสมกับการว่ายน้ำ จากนั้นก็มีวิวัฒนาการมาเรื่อยๆจนกลายมาเป็นพะยูนในปัจจุบัน (อนุวัฒน์ นทีวัฒนาและปิติวงศ์ ตันติโชดก, 2523)

พะยูนอาศัยอยู่ที่ไหนบ้าง?

พะยูนมีการกระจายอยู่ตามชายฝั่งทะเลในเขตร้อนและเขตกึ่งร้อนทั่วโลก พบบริเวณมหาสมุทรอินเดียตั้งแต่ชายฝั่งตะวันออกของทวีปอัฟริกาไปจนถึงทะเลแดง รอบๆเกาะมาดากัสการ์และอีกหลายเกาะในมหาสมุทรอินเดีย บริเวณชายฝั่งตะวันตกของประเทศอินเดีย ศรีลังกา ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ลงมาถึงมหาสมุทรแปซิฟิกตอนใต้เช่น นิวกินี บริเวณชายฝั่งทางตอนเหนือของทวีปออสเตรเลียและหมู่เกาะต่างๆในมหาสมุทรแปซิฟิกเช่น หมู่เกาะโซโลมอน หมู่เกาะมาร์แชลและบริเวณตอนเหนือของมหาสมุทรแปซิฟิกเคยมีรายงานว่าพบพะยูนที่ หมู่เกาะริวกิว รวมถึงชายฝั่งตะวันออกของประเทศจีนซึ่งปรากฏว่าพะยูนเคยเข้าไปอาศัยตามแม่น้ำสายต่างๆที่ติตต่อกับทะเลเปิด (Nowakand Paradiso, 1983; Jefferson et al., 1993)
เฉพาะประเทศไทยเคยมี พะยูนมาอาศัยอยู่ตามชายฝั่งทะเลทั้ง 2 ด้านของประเทศ แต่ปัจจุบันมีพะยูนเหลือแต่ทางด้านทะเลอันดามันชายฝั่งด้านตะวันตกของประเทศ มีแหล่งที่อยู่ที่สำคัญคือบริเวณชายฝั่งทะเลอุทยานแห่งชาติเจ้าไหมและเกาะลิบง จังหวัดตรัง คาดว่ามีพะยูนเหลืออยู่ไม่เกิน 10 ตัว (ทวีศักดิ์ ปิยกาญจน์, 2535 อ้างถึงใน สวัสดิ์ วงศ์ถิรวัฒน์, 2539)

ความแตกต่างระหว่างพะยูนกับมานาที

ลักษณะที่แตกต่างระหว่างพะยูนและมานาทีอยู่ที่หาง พะยูนจะมีหางเป็น 2 แฉก คล้ายกับหางของพวก Cetaceans เช่น ปลาวาฬและโลมา คือตรงกลางมีลักษณะเป็นร่องหรือรอยบากและโคนหางจะแบนจากบนลงล่าง ส่วนหางของมานาทีมีลักษณะกลมไม่มีรอยบากตรงกลางและโคนหางจะไม่แบนจากบนลงล่าง ส่วนรูจมูกพะยูนจะมีรูจมูกอยู่บนส่วนยอดของริมฝีปากบนที่มีลักษณะเป็นก้อนเนื้อใหญ่และหนาหรือ Snout และเพศผู้มีงายื่นออกมาสามารถเห็นได้ชัด แต่ในพวกมานาทีรูจมูกจะอยู่ตรงส่วนหน้าของ Snout และในตัวเต็มวัยก็จะไม่มีงา ซึ่งมีเฉพาะพะยูนเท่านั้น

Steller's sea cow ซึ่งเป็นวัวทะเลที่สูญพันธ์ไปแล้วก็ไม่มีงา นอกจากนั้นพะยูนยังมีรูปร่างเพรียวมากกว่ามานาทีและจะไม่มีเล็บที่ขาคู่หน้าเหมือนกับมานาทีบางชนิด (Jefferson et al., 1993) และที่สำคัญมานาทีไม่สามารถพบในประเทศไทยได้จะพบได้ในทวีปอเมริกา และแอฟริกา

พฤติกรรมของพะยูน


พะยูนจะมีการรวมเป็นฝูงและอยู่เป็นโดดเดี่ยวทั้งเมื่อน้ำขึ้นและน้ำลง มีการรวมเป็นฝูง ฝูงละ 2-3 ตัว และอาจจะพบพะยูนเป็นฝูงใหญ่ และมีลูกพะยูนอยู่ด้วย ซึ่งในปัจจุบันจะพบพะยูนมากที่สุด คือ ประเทศออสเตรเลีย

เรื่องของอาหารจากการสำรวจแหล่งหญ้าทะเลและได้สังเกตพฤติกรรมของพะยูน ที่เกาะตะลิบง จ.ตรัง พบว่าพะยูนจะเริ่มเข้ามาหากินหญ้าทะเลในช่วงที่น้ำทะเลกำลังขึ้น และกินหญ้าทะเลอยู่นานราว 2-3 ชั่วโมง พะยูนจะกินหญ้าทะเลพร้อมทั้งขึ้นมาหายใจทุกๆ 1-2 นาที และจึงดำลงไปกินหญ้าทะเลต่อ บางตัวจะกินหญ้าทะเลต่อในบริเวณใกล้ๆ ที่เดิม ในขณะที่บางตัวจะว่ายน้ำเปลี่ยนที่ไปประมาณ 1-5 เมตร โดยที่ลักษณะทิศทางการกินหญ้าทะเลของพะยูนไม่แน่นอน มีทั้งการหันด้านหัวสู่ชายฝั่ง หันหัวออกทะเล ลำตัวขนานกับชายฝั่ง หรือลำตัวทำมุมเฉียงกับชายหาด ซึ่งพะยูนส่วนใหญ่ที่พบจะกินหญ้าทะเลอยู่ห่างจากชายฝั่งมากกว่า 1 กิโลเมตร ในขณะที่น้ำลงมากพะยูนจะไปอาศัยอยู่ในร่องน้ำห่างชายฝั่งประมาณ 4-5 กิโลเมตร(สังเกตพบเห็นพะยูนอยู่ในร่องน้ำหลังน้ำลงประมาณ 2 ชั่วโมง) ซึ่งสอดคล้องกับกับงานของสุวรรณและคณะ(2536)

โดยพะยูนอาจจะกินหญ้าทะเลในช่วงน้ำขึ้นทั้งกลางวันและกลางคืน โดยที่พะยูนที่เกาะปาเลาส่วนใหญ่จะเข้ามากินหญ้าทะเลในตอนกลางคืน เพื่อหลีกเลี่ยงจากอันตรายจากคนและสิ่งแวดล้อมอย่างอื่น สำหรับตอนเหนือของรัฐควีนแลนด์ประเทศออสเตรเลียพบว่าพะยูนจะเข้ามากินหญ้าทะเลในตอนกลางวัน ซึ่งจะกินหญ้าทะเลวันละประมาณ 30 กิโลกรัม แต่บางตำราระบุว่า กินอาหารประมาณวันละ 8 กิโลกรัม โดยใช้ปากเล็มหรืองับทั้งต้นพืชแล้วส่ายล้างสิ่งเกาะติดอื่นๆ แล้วกลืนทันทีโดยไม่เคี้ยว พะยูนอาจจะอาศัยประจำถิ่น หรือเคลื่อนย้ายถิ่นตามฤดูกาล (กาญจนา อดุลยานุโกศล และคณะ, 2540)

พะยูนระหว่างแม่กับลูกนั้นมีความสัมพันธ์กันมาก จะพบว่าแม่และลูกพะยูนมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันเป็นอย่างมาก ทั้งในขณะหากินและในขณะที่ว่ายน้ำ ลูกพะยูนและแม่จะว่ายน้ำหากินอยู่ใกล้ๆ กัน บางครั้งอาจจะห่างกันแต่จะอยู่ในรัศมีประมาณ 1 เมตร ขณะที่ขึ้นมาหายใจพร้อมกันลูกพะยูนจะอยู่ชิดช้างลำตัวแม่ หรืออยู่บนหลังของแม่ และขณะที่กำลังว่ายน้ำออกจากแหล่งหญ้าทะเลก็จะว่ายอยู่เคียงกันตลอด จากการติดตามสังเกตพฤติกรรมการกินหญ้าทะเลของแม่และลูกพะยูน พบว่าลูกพะยูนจะโผล่ขึ้นมาหายใจบ่อยกว่าแม่พะยูน โดยในขณะที่แม่พะยูนกำลังกินหญ้าทะเลอยู่ ลูกพะยูนโผล่ขึ้นมาหายใจ 2-3 ครั้ง แล้วแม่พะยูนจึงโผล่ขึ้นมาหายใจครั้งหนึ่ง

การสืบพันธุ์ของพะยูน
พะยูนไม่ได้ผสมพันธุ์ตามฤดูกาล จะมีการตั้งท้องนาน 13-15เดือน(บางตำราระบุว่าใช้เวลาประมาณ 385-400 วัน) จะมีการออกลูกครั้งละ 1 ตัว (บางตำราระบุว่ามีการออกลูกได้ถึงครั้งละ 2 ตัวได้ แต่มีน้อยมาก) มีลูกหนักเฉลี่ยประมาณ 20 กิโลกรัม(วารสารการประมง น้ำหนักแรกประมาณ 20-35 กิโลกรัม)โดยที่พะยูนเกิดใหม่จะมีน้ำหนักไม่เกิน 100 กิโลกรัม โดยตัวแม่จะมีการดันลูกให้ขึ้นสู่ผิวน้ำทันที แล้วชะลอลูกไว้บนหลังในช่วงแรกๆ หลังคลอดเพื่อหัดให้ลูกหายใจและวายน้ำ โดยจะค่อยๆจมตัวเองและลอยขึ้นเป็นจังหวะ

โดยลูกจะดูดนมแม่ใต้น้ำตัวผู้จะไม่ช่วยในการเลี้ยงลูก โดยลูกจะหย่านมแม่หลังจากอายุ 1 ปีไปแล้ว มีความยาวแรกเกิดประมาณ 1.0-1.2 เมตร และพะยูนอายุ 1 ปี จะมีความยาวประมาณ 1.8เมตร(จากการศึกษาพะยูนที่ประเทศออสเตรเลีย) เมื่อมีศัตรูลูกอ่อนจะว่ายน้ำหลบอยู่บนหลังของแม่ ช่วงอายุในการสืบพันธุ์ยังไม่แน่ชัด(บางตำราระบุว่ากว่าจะแพร่ขยายพันธุ์ได้จะต้องอายุประมาณ 9 ปีขึ้นไป) และจากการสำรวจคาดว่าฤดูกาลการคลอดลูกของพะยูนอยู่ระหว่างเดือนกันยายนถึงเดือนธันวาคม สำหรับการศึกษาถึงฤดูกาลคลอดลูกของพะยูน ในประเทศออสเตรเลียพบว่าจะอยู่ระหว่างเดือนสิงหาคมถึงเดือนธันวาคมและกว่าแม่พะยูนจะมีลูกได้อีกจะต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2 ปี จะมีอายุอยู่ในช่วงประมาณ 45-70 ปี(กรณีที่อายุยืนยาวตามธรรมชาติ)

แหล่งที่อยู่อาศัยและลักษณะนิสัยของพะยูน

พะยูนจะอาศัยอยู่ในบริเวณใกล้ชายฝั่งทะเลนอกเขตน้ำกร่อย และชอบอาศัยอยู่ตามชายฝั่งน้ำตื้นมากกว่าน้ำลึก หรือไม่เกิน 10 เมตร(โดยเฉลี่ยแล้วจะพบในความลึกประมาณ 3-5 เมตร) บริเวณที่ไม่ห่างไกลจากแหล่งหญ้าทะเลและเป็นที่ที่คลื่นลมไม่จัด บางครั้งอาจพบว่าเข้าไปในคลองน้ำกร่อยในป่าชายเลน

โดยปกติจะมีการอาศัยอยู่ใต้น้ำ จะโผล่ขึ้นมาหายใจเอาอากาศบนผิวน้ำทุกๆ 3-5 นาที(หนังสือบางเล่มบอกว่าจะโผล่ทุกๆ 6-16 นาที) จะมีการจมตัวอยู่ในน้ำตลอดเวลา ปกติจะมีการทรงตัวอยู่ในแนวราบขนานกับพื้นท้องน้ำ เคลื่อนไหวอย่างช้า มีนิสัยรักสงบไม่ว่าจะอยู่เป็นฝูงหรืออยู่เพียงลำพัง แต่ส่วนมากแล้วจะอยู่เป็นฝูง สามารถอยู่ร่วมกับปลาและสัตว์น้ำอื่นๆ ได้ แต่ถ้ามีคนหรือสิ่งที่รบกวนอย่างอื่นเข้าใกล้จะมีการพุ่งตัวหลบหนีไปอย่างรวดเร็ว พยูนจะโผล่ขึ้นมาหายใจเอาอากาศบนผิวน้ำทุกๆ 3-5 นาที

สถานภาพของพะยูนทั่วโลก

ถึงแม้ว่าพะยูนจะเป็นสัตว์คุ้มครองในประเทศออสเตรเลีย แต่ก็ยังคงมีการอนุญาตให้ล่าได้ตามประเพณีความเชื่อเก่าของชาวอะบอริจิน และชาวเกาะบริเวณช่องแคบTorres พะยูนมักจะอาศัยอยู่ในบริเวณแหล่งหญ้าทะเล ซึ่งนับวันจะถูกทำลายลงไปเรื่อยๆ จากการขุดลอกร่องน้ำ การชะล้างหน้าดินจากบริเวณพื้นที่ทำเกษตรกรรมลงสู่ทะเล และมักจะได้รับอันตรายจากจากอวนขนาดใหญ่ เช่น อวนกระเบน หรืออวนฉลาม ซึ่งสภาพปัญหาของพะยูนจะคล้ายกับโลมา ยกตัวอย่างเช่น บริเวณ Great Barrior Reef (GBR) มีประชากรของพะยูนประมาณ 3,500 ตัว (ในปี1987) และอีก 4 ปีต่อมา (ในปี1991) ประชากรพะยูนลดลงเหลือ 1,700 ตัว การลดจำนวนประชากรอย่างรวดเร็ว ทำให้มันอยู่ในสภาวะที่ใกล้จะสูญพันธุ์ จะเห็นว่ามีการปัญหาของพะยูนจะคล้ายกับโลมาคือมีจำนวนลดลงอย่างมากทั่วโลก

บริเวณที่พบประชากรพะยูนที่มากที่สุดในโลก คือประเทศออสเตรเลีย ซึ่งคาดว่ามีอยู่ประมาณ 70,000 ตัว โดยพบที่ ช่องแคบ Torres strait ประมาณ 12,500 ตัว และที่ GBR มีประชากรของพะยูนประมาณ 1,700 ตัว (บริเวณที่พบมากที่สุกในออสเตรเลียคือ ฝั่ง West Australia) อันดับรองลงมาเป็นบริเวณ อ่าวเปอร์เซีย ประมาณการว่าเหลืออยู่ประมาณ 5,000 - 6,000 ตัว อันดับ 3 คือบริเวณทะเลแดงพบประมาณ 4,000 ตัว นอกจากนั้นยังพบที่อื่นๆเล็กน้อย เช่นบริเวณชายฝั่งทวีปแอฟริกาตะวันออกตั้งแต่ประเทศ Somalia ลงมาจนถึง Mozambique พบประมาณ 100 ตัว ในมหาสมุทรแปซิฟิกที่เกาะ Vanuatu มีประชากรประมาณ 400 ตัว ที่เกาะ Palau ประมาณว่าเหลืออยู่น้อยกว่า 200 ตัว นอกจากนี้ยังพบที่หมู่เกาะ Solomons และที่อื่นๆ ในแถบอาเซียนพบน้อยมากใน Indonesia Malaysia Thailand , Myanmar Papua-New Guinea และPhilippines ****สาเหตุอาจเนื่องมาจากคนในบริเวณแถบนี้มีความเชื่อเกี่ยวกับพะยูนมาก และนิยมบริโภคเนื้อพะยูน


วันพฤหัสบดีที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

พัดลมไม่มีใบพัด


รายละเอียด

จากที่เราคุ้นเคยเราก็จะเคยเห็นพัดลมที่บ้านเรานั้นจะมีใบพัดที่พัดมาให้เราได้ เย็นสบายกันทุกวัน แต่เราคงจะเคยเจอกับสิ่งที่ไม่ต้องการให้เกิด หรืออุบัติเหตุที่เราคุ้นเคยกันสมัยก่อน นั้นก็คือใบพัดบาดนิ้ว ซึ่งสมัยก่อนนั้นเราจริงจังและเป็นห่วงกันมากสำหรับเรื่องนี้

แต่วันนี้สิ่งเหล่านั้นคงจะไม่มีให้เห็นกันอีกแล้ว ด้วย The Air Multiplier ที่ เป็นพัดลมที่ใช้ระบบการดูดอากาศรอบข้างนั้นมารวมไว้จุดเดียวและสร้างอากาศ สบายๆ มาใส่เราโดยที่เราไม่ต้องกังวลถึงใบพัดที่จะก่อให้เกิดอันตรายอีกต่อไป เพราะเจ้านี้ไม่มีใบพัด ไม่จำเป็นต้องทำความสะอาดกับฝุ่นที่เกาะใบพัดอีกด้วย

โดยหลักการการทำงานคือใช้แรงลมดันมาจากในแกนวงแหวน ปล่อยออกมาแล้วมีลมจากภายนอกช่วยเพิ่มอีกที ทำให้สามารถประหยัดไฟฟ้าได้ถึง 98% ทำความสะอาดก็ง่ายไม่ต้องถอดใบพัดมาเช็ดให้ยุ่งยาก ดีไซน์รูปทรงวงกลมๆกลวงๆดูสวยและเรียบง่าย

ในการวาดอากาศ จึงช่วยให้สามารถเพิ่มความเร็วของอากาศได้ถึง 15 เท่า
ของความเร็วอากาศปกติ เทคโนโลยี Air Multiplier จะสามารถสร้างกระแส
อากาศที่ไม่ขาดสาย และเนี่องจาก The Air Multiplier เป็นพัดลม
ที่ไม่มีใบพัด หรือ ตะแกรง มันจึงทำให้ปลอดภัย และง่ายต่อการทำความสะอาด
และไม่ก่อให้เกิดการตัดอากาศ

วันพฤหัสบดีที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ปลาบิน

ขนาด : 20 เซนติเมตร
แพร่กระจาย : ทะเลไทย
บริเวณที่พบ : ปลาผิวน้ำ พบกลางทะเล ไม่เข้าแนวปะการัง
ความลึก : 1-5 เมตร
อาหาร : ลูกปลากลางน้ำ ฯลฯ
สถานการณ์ : ไม่มีข้อมูลแน่นอน แต่ปัจจุบันยังพบได้ทั่วไป
อนุรักษ์ : ไม่นิยมกิน เลี้ยงไม่ได้
Fish Tip : นั่งมองดูปลานกกระจอกร่อนไปมา ถือเป็นความสนุกระหว่างนั่งเรือ

ปลาบินอยู่ในทะเลเเถบร้อนเเละอากาศอุ่นทั่วไปที่น่าสนใจคือมันมีสี่ปีกเเห่งมหาสมุทรเเอตเเลนติกปลาบินชนิดนี้ตัวยาวราว 30 เซนติเมตรมีปีกสองคู่ตรงที่ควรเป็นครีบเเต่มันไม่ได้กระพือปีกอย่างนกเวลาบินมันใช้เครืองช่วยร้อนเท่านั้นเมื่อปลาบินเตรียมที่จะบินมันจะโพล่จากใต้น้ำ้เเละว่ายน้ำด้วยความเร็วสูงสุดขยับหางจากข้างหนึ่งตีน้ำอย่างเเรงเร็วเหมืนสั่น เร็วมากครั้งต่อวินาที้้เสมือนว่าขนาดตีน้ำได้ 50มันกำลังใช้หาง ทุกครั้งที่เราอออกทะเล มีปลาอยู่ชนิดหนึ่งที่โผล่ขึ้นมาทักทายกันเป็นประจำ เรียกว่าเป็นปลาชนิดแรกๆที่ทุกคนจะได้เห็น ไม่ว่าคุณจะดำน้ำได้หรือไม่ได้ จะล่องเรือไปเกาะแสนไกล หรือไปแค่เกาะใกล้ๆฝั่ง คุณไม่จำเป็นต้องลงน้ำให้ตัวเปียกเสียด้วยซ้ำ เพราะปลากลุ่มนี้จะ "บิน" ขึ้นมาให้คุณชม จนหลายคนเรียกพวกเขาว่า "ปลาบิน"

ปลาบินมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า"ปลานกกระจอก"ลักษณะคล้ายปลาในครอบครัว Carangidae (ปลาทู ฯลฯ) แต่จุดเด่นที่แตกต่างคือครีบอกขนาดใหญ่ ยาวออกมาลักษณะคล้ายปีก ยามเมื่อปลานกกระจอกว่ายด้วยความเร็วสูง พุ่งขึ้นเหนือน้ำ แล้วกางครีบอกออก พวกเขาสามารถร่อนเลียบผิวน้ำไปได้ในระยะทางไกลๆ บางครั้งอาจถึง 30 เมตร ขึ้นอยู่กับขนาดปลาและจังหวะในการร่อน การร่อนของปลานกกระจอก ปรกติทำขึ้นเพื่อหนีศัตรูหรือเมื่อเขาตกใจ เช่น ปลาอินทรีว่ายไล่ ปลานกกระจอกจะสปีดตัวเองแล้วพุ่งขึ้นเหนือน้ำ ร่อนไปข้างหน้า สังเกตสักนิดว่าพวกเขาจะไม่ร่อนไปตรงๆ แต่อาจเลี้ยวโค้งซ้ายหรือขวา ปลาอินทรีที่ว่ายตามหลังมาย่อมไม่เห็นว่าเหยื่อหนีไปทางไหน ถึงจะพุ่งต่อไปข้างหน้าก็ไม่เจอเหยื่อแล้ว เพราะเขาเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาหลบไป เทคนิคนี้จึงช่วยให้ปลานกกระจอกรอดตาย แต่ไม่เสมอไป บางครั้งเขาอาจถูกกินก่อนจะได้ร่อน สำหรับพวกเรา ปลานกกระจอกถือเป็นสีสันและความมหัศจรรย์แห่งท้องทะเล

ปลาบินไม่ได้บินไปแบบนก ที่อยู่กลางอากาศ เพียงแต่ว่ามันสามารถกระโดด และลอยอยู่บนอากาศได้นาน และร่อนไปได้ไกลกว่าปกติมันจงได้รับฉายาที่เรียกว่าปลาบิน

ที่จริงมันก็ไม่ได้พิเศษอะไรมากกว่าปกติหรอก เพียงแต่ว่า มันเป็นผลพวงของวิวัฒนาการที่แตกต่างกันออกไป เพราะสิ่งที่เราจะเห็นได้ คือ สัตว์ทุกชนิด มักมีศัตรูตามธรรมชาติครับ เพราะงั้น ในกรณีนี้ก้เช่นกัน ด้วยเหตุที่มีศัตรูในธรรมชาติเยอะมาก จึงทำให้มันมีการปรับตัวครับ ด้วยระยะเวลานาน หลายล้านปี ทำให้วิวัฒนาการมันได้พัฒนาสิ่งต่าง ๆ ขึ้นมามากมาย และสิ่งนั้นมันก็คือครีบที่มีขนาดใหญ่ 4 ครีบ

และด้วยเหตุที่มีครีบขนาดใหญ่นี้เอง ทำให้มัน สามารถพยุงตัวในอากาศไปได้ไกลกว่าปกติ ชึ่งในกระบวนการบินของมัน มันจะแผ่ขยายครีบอก ทั้ง 4 ครีบออกกว้างขึ้น และ สะบัดหาง การสะบัดหาง มันสะบัดหางมากถึง 70 ครั้งต่อวินาที จากนั้นมันจะมาที่ผิวน้ำ ด้วยครีบที่กว้าง และรปร่างที่เหมาะสม ทำให้ผิวน้ำ ยะตัวมันขึ้น ด้วยการไถลไปบนผิวน้ำ และลมบนผิวของมหาสมุทรจะดันตัวมันขึ้น ผยุงตัวมันไว้

ตามข้อมูลแล้ว มันสามารถเดินทางด้วยความเร็วถึง 70 กิโลเมตร ต่อ ชั่วโมง และสามารถ ไปได้ไกลถึง 164-665 ฟุต ต่อระยะการบิน 1 ครั้ง และสามารถบินได้ในความสูง 1.2 เมตร

ปลาพวกนี้มีสายพันธุ์ย่อยมากถึง 64 ชนิด แบ่งออกได้ 7-9 สกุล แต่ทั้งหมดเป็นปลาทะเลครับ พบได้ในเขตร้อน และกึ่งร้อนในเขตน้ำอุ่นทั่วโลก

และยังมีข้อมูลอีกว่า ปลาชนิดนี้เป็นปลาที่ไวต่อแสง ดังนั้น นักจับปลา จะใช้ เรือแคนนู โดยใส่น้ำไว้ข้างในเรือ โดยมีน้ำในปริมาณ ที่ทำให้ปลามีชีวิตอยู่ได้ แต่ไม่มีน้ำพอที่จะทำให้ปลาพยุงตัวขึ้นได้ ทำให้ปลานั้นมาเล่นแสงไป และกระโดดเข้าไปติดอยู่ในเรื่อเป็นจำนวนมาก

ปลาชนิดนี้ ยังไม่มีมาตรการอนุรักษ์ แต่อยู่ในสถานะที่ถูกล่ามากเลยทีเดียว

วันพฤหัสบดีที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ปลาพระอาทิตย์

ปลาพระอาทิตย์ (Ocean Sunfish) หรือเรียกกันว่าทางชื่อวิทยาศาสตร์ ว่า โมล่า-โมล่า (Mola mola) อยู่ในครอบครัว Molidae มันเป็นปลากระดูกแข็ง ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก (ปลาฉลามวาฬ จัดว่าเป็นปลาที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก แต่มันเป็นปลาทีี่่จัดอยู่ในกลุ่มปลากระดูกอ่อน) มันสามารถมีความยาวถึง 4 เมตร และหนักกว่า 2,300 กิโลกรัม หรือ 2 ตันกว่า อยู่ในวงศ์ Molidae ซึ่งนับเป็นญาติกับกลุ่มปลาปักเป้า (Puffer Fish)และก็เกี่ยวดองกับ ปลาวัว (Trigger Fish) อีกด้วย


ปลาโมลา โมล่า เป็นปลาที่มีปริมาณที่ไม่มากนัก ถึงแม้มันจะวางไข่ได้คราวละ 300 ล้านฟองก็ตาม แต่ปริมาณการรอดชีวิตนั้นน้อยมาก เนื่องจากมันเป็นปลาที่ตัวใหญ่และเคลื่่อนไหวได้เชื่องช้า เมื่อเปรียบเทียบกับปลาอื่นๆ จึงตกเป็นอาหารของสัตว์น้ำอื่นๆ เสียหมด สายพันธุ์ของปลาโมลา โมล่าที่พบเห็นมีด้วยกันอยู่ 5 สายพันธุ์ด้วยกัน ถึงแม้ว่าไม่มีปลาชนิดนี้ในบ้านเราแต่ก็มีปลาที่ถูกสต๊าฟไว้ในพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำบางแห่ง ซึ่งได้ตัวอย่างของปลาชนิดนี้มาจากชาวประมงที่ออกไปจับปลาในน่านน้ำเพื่อนบ้าน เช่นในประเทศ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ซึ่งใน 2 ประเทศนี้มีปลาชนิดนี้อยู่มากพอสมควร

มันเป็นปลาที่มีรูปร่างแปลกประหลาดอย่างที่กล่าวไว้ข้างต้น รูปร่างมันเหมือนกับถูกตัดขาดครึ่งตัว ไม่มีส่วนหาง (เป็นที่ีมาของชื่อ เฮดฟิช) ลำตัวที่แบนกว้าง ผิวหนังที่ไม่มีเกล็ด แผ่นหนังที่ว่านี้มีความหนากว่า 15 มิลลิเมตร เหนียว และยืดหยุ่น ส่วนครีบท้องและครีบหลัง ยื่นยาวออกไปมาก มันใช้โปกไปทางซ้ายและขวาในการว่ายน้ำ ครีบหูกลม ปากค่อนข้างเล็ก มีฟันแบบเดียวกับปลานกแก้ว หรือปลาปักเป้า ส่วนของสมองถือได้ว่าเล็กมากๆ เมื่อเปรียบเทียบกับขนาดของตัว กล่าวคือมัีนมีขนาดเท่าหัวแม่มือเท่านั้นเอง

เมื่อยังเป็นลูกปลา มันมีขนาดเล็กมากประมาณ 2-3 มม. เท่านั้นเอง มีหนามแหลมเหมือนปลาปักเป้าอยู่ 4-5 อัน และจะหายไปหมดเมื่อโตขึ้น มันเป็นปลาที่อาศัยอยู่ในทะเลเปิด แต่ก็บพว่าเข้ามาหากินใกล้ฝั่งในบางครั้ง มักจะพบเห็นว่ามันว่ายน้ำช้าๆ ตามกระแสน้ำ บางช่วงจะอยู่ใกล้ผิวน้ำ จนครีบหลังโผล่เหนือผิวน้ำ เหมือนปลาฉลาม มันเป็นปลาทีีี่มีพยาธิ หรือปาราสิต ค่อนข้างมากที่บริเวณผิวหนัง มันจึงชอบว่ายไปตามกอสาหร่ายลอยน้ำ เพื่อให้ปลาพยาบาลช่วยตอดกินพยาธิ รวมทั้งมันชอบที่จะพลิกตัวลอยด้านข้างเพื่อให้พวกนกมากจิกกินปาราสิต ซึ่งการที่ัีมันชอบลอยตัวอาบแดดที่ผิวน้ำ จึงทำให้พวกเราเรียกมันว่า ปลาซันฟิช

แม้ว่ามันจะอยู่ใกล้ผิวน้ำค่อนข้างบ่อย แต่ก็พบว่ามันสามารถลงไปที่ความลึกกว่า 400 เมตรก็มี และที่แปลกก็คือ มันสามารถกระโดดขึ้นเหนือน้ำ สูงเป็นสิบฟุตเชียว มันเป็นปลาที่ีหากินลำพังว่ายน้ำไปเรื่อยๆ แต่บางครั้งจะพบพวกมัน อยู่รวมกันเป็นฝูงนับสิบตัวในบางท้องถิ่น

อาหารของปลาโมลา โมล่า ก็คือพวกกุ้ง ปลาหมึก และปลาขนาดเล็ก นอกจากนี้ มันยังชอบกินแมงกะพรุนเป็นหลักอีกด้วย มันเป็นปลาที่ไม่นิยมเอามาบริโภค เนื่องจากเนื้อที่เหนียว ไม่อร่อย ที่สำคัญที่สุดก็คือมีรายงานว่าเนื้อของมันมีพิษ เช่นเดียวกับ ปลาปักเป้า

พฤติกรรมการกินอาหารของมันก็ไม่เหมือนใคร ด้วยเหตุที่ปากของมันค่อนข้างเล็ก มันจะใช้ปากกัดเหยื่อให้เป็นชิ้นเล็กๆ แล้วพ่นออกมาก่อนที่จะดูดเข้าปากไปใหม่ มันสามารถอมน้ำแล้วพ่นออกมาอย่างแรงแบบเครื่องยนต์เจ็ท เพื่อเปลี่ยนทิศทางว่ายน้ำ และใช้วิธีเดียวกันพ่นน้ำลงบนพื้นทราย เพื่อหาอาหารจำพวกสัตว์มีเปลือก ที่ซ่อนอยู่ใต้พื้นทราย

เป็นปลาที่น่้าสนใจ และศึกษาพฤติกรรมของมันเป็นอย่างยิ่ง แต่ทั้งนี้ไม่มีในบ้านเราอย่างแน่นอนเนื่องจากเป็นปลาที่ชอบกระแสน้ำเย็น มันชอบอาศัยอยู่ในบริเวณ รอยต่อของน้ำอุ่นและน้ำเย็น เพื่อที่เวลาหาอาหารมันสามารถที่จะเข้ามาหาอาหารในบริเวณน้ำอุ่นได้ และก็กลับไปใช้ชีวิตในแถบน้ำเย็นได้ ถ้าเราต้องการที่เจอปลาชนิดนี้ก็คงต้องไปดำน้ำกันแถวบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย หรือประเทศพิลิปปินส์

ปลาพระอาทิตย์มีวิวัฒนาการแสนแปลก ครีบต่างๆของมันลดรูป เหลือเพียงครีบหลังและครีบก้นที่มีขนาดใหญ่มาก ใช้โบกแบบพลิกไปมา ช่วยให้ตัวเองว่ายไปข้างหน้าได้ ปรกติจะอยู่กลางน้ำหรือใกล้ผิวน้ำ ตัวใหญ่จริงๆน้ำหนักเป็นตันก็มี แต่ที่มีตัวอย่างในเมืองไทย ขนาดเท่าฝาโอ่ง ถือเป็นโมล่ารุ่นกระเตาะ

โมล่าอาศัยในมหาสมุทรเกือบทั่วโลก ทั้งในเขตร้อนและเขตอบอุ่น โอกาสเข้าใกล้แนวปะการังมีน้อยมาก ส่วนใหญ่จะเจอแบบบังเอิญกลางทะเล

วันอังคารที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

ฮาบาเนโร’ พริกที่เผ็ดที่สุดในโลก

พริกที่เผ็ดที่สุดในโลกนั้นคือพริก “ฮาบาเนโร” เป็นพริกที่มีถิ่นกำเนิดในแถบภูมิภาคเมโสอเมริกา ซึ่งอยู่บริเวณคาบสมุทรยูคาตันในทวีปอเมริกากลางที่ยื่นเข้าไปในอ่าวเม็กซิโก ถูกค้นพบโดยชาวยุโรปและกระจายไปทั่วโลกอย่างรวดเร็ว โดยพริกฮาบาเนโรที่มีเครื่องหมายการค้าจากเร้ด ซาบีนาได้รับการรับรองว่าเป็นพริกที่เผ็ดที่สุดในโลกและได้รับการบันทึกลงในกินเนสต์บุ๊คด้วย

พริกฮาบาเนโรนั้นมีขนาดประมาณ 2-6 เซนติเมตรตามความยาว มีลักษณะเหมือนผลไม้ และมีรสเปรี้ยวเหมือนส้ม เมื่อยังดิบจะมีสีเขียว พอสุกได้ที่จะมีสีที่หลากหลายซึ่งโดยทั่วไปก็จะเป็นสีส้มและสีแดงเหมือนพริกขี้หนูหรือพริกชี้ฟ้าบ้านเรานี่เอง ทั้งนี้ยังพบฮาบาเนโรที่สุกแล้วเป็นสีน้ำตาล สีขาว และสีชมพูได้อีกด้วย

และด้วยความเผ็ดร้อน บวกกับรสชาติเปรี้ยวนิดๆ และกลิ่นหอมของฮาบาเนโร จึงมีคนนิยมนำพริกชนิดนี้ไปเป็นส่วนประกอบของอาหารที่ต้องการความเผ็ด โดยเฉพาะซอสพริก เช่นบริษัทที่ผลิตซอสพริกทาบาสโกซึ่งเป็นที่รู้จักกันทั่วโลกก็นำฮาบาเนโรมาทำซอสพริกเวอร์ชั่นใหม่ที่ร้อนแรงกว่าทาบาสโกตามปกติด้วย

อย่างไรก็ตาม นักวิจัยในเทกซัสก็ได้คิดค้นพริกฮาบาเนโรที่มีความเผ็ดร้อนน้อยลงซึ่งยังคงกลิ่นและรสตามแบบเดิมของพริกชนิดนี้ไว้ได้ โดยการผสมพันธุ์พริกฮาบาเนโรสายพันธุ์ยูคาตันกับสายพันธุ์ที่ปราศจากความเผ็ดของโบลิเวีย จนได้พริกฮาบาเนโรที่มีรสชาติละมุนกว่าเดิมซึ่งพวกเขาคาดว่าจะวางขายอย่างกว้างขวางได้ในอนาคต ซึ่งในปัจจุบันประเทศที่เป็นผู้ผลิตฮาบาเนโรที่สำคัญนั้นได้แก่ เบลีซ คอสตาริกา และรัฐบางรัฐของสหรัฐอเมริกา เช่น เทกซัส ไอดาโฮ และแคลิฟอร์เนีย

ทั้งนี้ ในทศวรรษที่ 18 ผู้เชี่ยวชาญด้านการแบ่งประเภทสิ่งมีชีวิตเข้าใจผิดว่า จีนเป็นประเทศต้นกำเนิดของฮาบาเนโร จึงเรียกพริกชนิดนี้ว่า ไชนีส เปปเปอร์ ชื่อนี้จึงกลายมาเป็นชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งของพริกฮาบาเนโรไปโดยปริยาย

วันศุกร์ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2554

สุดยอดสัตว์มีพิษที่อันตรายที่สุดในโลก

มาดูกันดีกว่าว่ามีตัวอะไรกันมั่ง...

อันดับ 10 Puffer Fish - ปลาปักเป้า

ปลาปักเปา คือสัตว์มีพิษ ที่มีคนนิยมบริโภคมาก โดยเฉพาะในแถบประเทศญี่ปุ่น (ปลาปักเปาภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า ฟูกุ) และเกาหลี (ในส่วนของภาษาเกาหลีจะเรียกว่า บ๊อค ฮัง) โดนเนื้อปลาปักเป้านั้น จริงๆแล้ว ไม่ได้มีพิษ แต่ส่วนที่มีพิษก็คือพวก ผิวหนังและเครื่องในของปลาปักเป้านั่นเอา แต่พิษเหล่านี้มักจะซึมเข้าไปในเนื้อตอนแล่ พ่อครัวที่จะแล่ปลาปักเป้า ต้องมีใบอนุญาติกันเลย ถ้าหากกินพิษของปลาปักเป้าไป อาจจะทำให้เสียชีวิตได้ในทันที

อันดับที่ 9 Poison Dart Frog - กบลูกดอก

กบลูกดอกสีน้ำเงินนั้นเป็นสัตว์ที่อยู่ในป่าฝนในทวีป อเมริกากลาง และ ใต้ เป็นกบที่มีสีสันสวยงามแต่พิษของมันร้ายแรงมาก พิษของกบลูกดอก 1 ตัว สามารถคนได้ถึง 10 คนและหนูถึง 20000 ตัว พิษของมันเพียง 5 ไมโครกรัม (เท่ากับปลายเข็ม) ก็สามารถฆ่าคนและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มีขนาดใหญ่ๆได้
พิษของมันถูกนำมาใช้ในลูกดอกอาบยาพิษของอินเดียแดง มันจึงถูกเรียกว่ากบลูกดอก

อันดับที่ 8 Inland Taipan - งูไทปันโพ้นทะเล

งูไทปันถูกพบได้มากในทวีปออสเตรเลีย เป็งูที่มีพิษร้ายแรงมาก พิษที่มันปล่อยออกมาจากการกัดหนึ่งครั้ง สามารถฆ่าคนได้ถึง 100 คน หรือหนู 250000 ตัว พิษของมันสามารถฆ่าคนได้ภาพใน 45 นาที แต่อย่างไรก็ตาม งูไทปันเป็นงูที่ค่อนข้างขี้อาย ไม่เคยมีการบันทึกว่ามีคนตายจากพิษของมัน

อันดับที่ 7 The Brazilian wandering spider -แมงมุมบราซิล

แมงมุมบราซิลหรือแมงมุมกล้วย ได้รับการบันทึกลงในกินเนสเวิลด์เรคคอรด์ว่าเป็นแมงมุมที่มีพิษร้ายแรงที่สุดในโลก พิษของมันมีพิษทำลายประสาท พวกมันจะอันตรายอย่างมาก เพราะโดยนิสัยของมันแล้วมันชอบแอบอยู่ตามรองเท้า ตู้เสื้อผ้า แม้กระทั่งในรถยนต์ พิษของมันถ้าโดนกัดนอกจากจะทำให้เจ็บปวดอย่างมากแล้ว มันจะทำให้อวัยวะเพศของเราควบคุมไม่ได้ และ ถ้ารอดตายจากการโดนมันกัด มันก็จะทำให้เราเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ

อันดับ 6 Stonefish - ปลาหิน

ถ้าแข่งกันในเรื่องของความสวยงามแล้ว ปลาหิน ท่าทางจะแพ้อย่างขาดลอย แต่ถ้าแข่งกันเรื่องความรุนแรงของพิษแล้วละก็ เจ้าปลาหินไม่เป็นรองใครอย่างแน่นอน มันได้ชื่อว่าเป็นปลาที่มีพิษร้ายแรงที่สุดในโลก พิษของปลาหินนี้จะอยู่ในหนามของตัวมันเอง มีคนบอกว่า ถ้าคุณโดนมันแทงเข้าละก้อ คุณจะได้ลิ้มรสความเจ็บปวดเท่าที่มนุษย์จะเจ็บได้เลยทีเดียว นอกจากจะเจ็บสุดๆแล้ว มันจะทำให้คุณเป็นอัมพาต แล้วก็ตายได้ในที่สุด

อันดับที่ 5 Death Stalker Scorpion - แมงป่องพันธุ์ เดธท์ สตอลเกอร์

แมงป่องโดยทั่วไปนั้น ถึงแม้ว่าจะโดนกัด พิษของมันก็ไม่สามารถที่จะทำอะไรมนุษย์ได้มากนัก อาจจะเจ็บปวดนิดหน่อย แต่.....มันไม่ใช่สำหรับแมงป่อง พันธุ์ เดธท์ สตอลเกอร์ เลย เพราะพิษของมันสามารถทำลายระบบ ประสาทได้ ถ้าคุณโดนมันกัด คุณจะปวดอย่างมหาศาล จากนั้นจะตามมาด้วยอาการไข้ขึ้น เป็นอัมพาต และตายในที่สุด แต่ถึงแม้พิษมันจะร้ายแรงมาก แต่มันก็ไม่สามารถฆ่ามนุษย์ที่เป็นผู้ใหญ่ได้ แต่ว่า มันจะเป็นอันตรายต่อ เด็ก ทารก คนแก่ อย่างมาก ถึงแม้ว่ามันไม่สามารถที่จะฆ่าผู้ใหญ่ได้ แต่มันก็ทำให้เป็นอัมพาตได้

อันดับที่ 4 Blue-Ringed Octopus - ปลาหมึกแหวนน้ำเงิน

ปลาหมึกแหวนน้ำเงินนั้นมีขนาดที่เล็กมาก ขนาดประมาณลูกกอลฟ์เท่านั้นเอง แต่ขนาดไม่ใช่ปัญหาสำหรับความรุนแรงของพิษมันเลย เพราะพิษมันสามารถฆ่าคนได้ภายในไม่กี่นาที และที่สำคัญ มันยังไม่มียาแก้พิษ ถ้าโดน ปลาหมึกแหวนน้ำเงินกัดละก็ คุณจะไม่รู้สึกเจ็บปวดอะไรมากหรอก แต่ว่า พิษมันจะเริ่มทำลายระบบประสาทของคุณ หลังจากนั้นคุณจะรู้สึกอ่อนแอ และคุณก็จะเริ่มควบคุมตัวเองไม่ได้ ระบบหายใจการจะเริ่มล้มเหลว หลังจากนั้น ก็ตายในที่สุด เล็กพริกขี้หนูจริงๆ


เข้าสู่ 3 อันดับสุดท้ายกันแล้ว...

อันดับที่ 3 Marbled Cone Snail - หอยเต้าปูนลายหินอ่อน

หอยเต้าปูน ตัวเล็กๆ สีสันสวยงาม แต่!!! พิษของมันนะหรอ เพียงแค่หยดเดียว สามารถฆ่าคนได้ถึง 20 คน ถ้าคุณเล่นน้ำที่ทะเลที่มันค่อนข้างอุ่นๆ แล้วเห็นเจ้าตัวนี้อยู่ อย่าคิดที่จะหยิบมันมาเล่นเลยนะครับ แค่ดูมันอยู่ห่างๆก็พอแล้ว เพราะถ้าคุณโดนพิษมันเล่นงานละก็ คุณจะปวด หลังจากนั้นก็จะเริ่มบวม ระบบกาหายใจเริ่มล้มเหลว ร่างกายจะคันหยุกหยิก เป็นอัมพาต แล้วก็ตายในที่สุด แต่ยังไงก็ตาม มีรายงานว่ามีแค่ 30 คนเท่านั้นที่ตายเพราะหอยเต้าปูน

อันดับที่ 2 King Cobra - งูจงอาง

งูจงอางหรือชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Ophiophagus hannah เป็นงูพิษที่มีลำตัวยาวที่สุดในโลก ด้วยขนาดโตสุดที่ 5.6 เมตร งูจงอางนั้น เรารู้กันว่าอาหารโปรดของมันก็คือ งู !!! นั่นหมายความว่ามันกินสัตว์ตระกูลเดียวกัน และเพียงแค่โดนมันกัดเพียงครั้งเดียว ก็ทำให้คนตายได้อย่างง่ายๆ และพิษของมันนั้น สามารถฆ่าช้างที่โตเต็มวัยได้เพียงแค่ 3 ชั่วโมง ในส่วนของมันนั้น ส่วนประกอบของมันแตกต่างกับพิษงูโดยทั่วไป ที่สำคัญ มันพบได้ทั่วไป ในทวีปเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ และในประเทศไทย



ในที่สุดก็มาถึงอันดับที่ 1 กันเลย...

และ สัตว์ที่ครองแชมป์ สัตว์ที่มีพิษร้ายแรงที่สุดในโลก ได้แก่

อันดับ 1 ได้แก่ Box Jellyfish - แมงกระพรุนกล่อง

และแล้วแมงกระพรุนกล่องก็ได้เป็นแชมป์สัตว์ที่มีพิษร้ายแรงที่สุดในโลก รายงายว่ามันฆ่าคนไปแล้ว 5,567 คน พิษของมันนั้นจะไปทำลาย หัวใจ ระบบประสาท ผิวหนัง และที่สำคัญ ถ้าโดนพิษมันจะเจ็บปวดอย่างที่สุด ส่วนใหญ่คนที่โดนพิษมันนั้น จะ ช๊อค และหัวใจล้มเหลว ก่อนที่จะกลับเข้าถึงฝั่ง แต่ถ้าคุณโดนพิษมันก็ยังมีโอกาสที่จะรอดอยู่นั่นคือ ต้องรีบเอาน้ำส้มสายชู มาล้างอย่างน้อย 30 วินาที เพราะมันจะทำลายพิษของแมงกระพรุนกล่องก่อนที่มันจะเข้าไปสู่กระแสเลือด